02 532 4444
ติดต่อสอบถาม 02 532 4444
หน้าแรก / บทความสุขภาพ / ศาสตร์การฝังเข็ม (Acupuncture)
ศาสตร์การฝังเข็ม (Acupuncture)
28 มกราคม 2026

ศาสตร์การฝังเข็ม (Acupuncture)
เรียบเรียงโดย พล.ต.นพ. ยรรยงค์ อิ่มสุวรรณ
ผู้ทรงคุณวุฒิกองบัญชาการกองทัพไทย
สูตินรีแพทย์และแพทย์ฝังเข็ม
มหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีน (เฉิงตู)

การฝังเข็ม (Acupuncture) เป็นศาสตร์ที่ใช้รักษาโรคที่มีประวัติอันยาวนาน ประมาณ 4,000 ปี นับจากจีนยุคโบราณ มีการพัฒนาและมีการวิจัยอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ทราบเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์หลายอย่างที่นำมาอธิบายผลของการรักษาด้วยการฝังเข็มได้ องค์การอนามัยโลกได้ให้การยอมรับว่าเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลในโรคหลายชนิด และความนิยมได้แพร่กระจายไปทั่วโลก

การฝังเข็มเป็นวิธีการแทงเข็มรักษาโรคด้วยการใช้เข็มซึ่งมีหลายขนาดแทงลงไปตรงตำแหน่งของจุดฝังเข็มตามเส้นลมปราณที่วิ่งผ่านอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย โดยใช้หลักการตรวจวินิจฉัยอาการรักษาโรคของแพทย์แผนจีน ขณะที่แทงเข็มผ่านผิวหนังจะมีอาการเจ็บอยู่บ้างแต่ไม่มาก และเมื่อเข็มแทงเข้าไปลึกถึงตำแหน่งของจุดฝังเข็มแล้วจะมีอาการตื้อๆ หน่วงๆ หรือ หนักๆ บริเวณโดยรอบจุดฝังเข็มนั้น อาการนี้ภาษาจีนเรียกว่า "เต๋อชี่ (Te Chi)" หรือบางจุดอาจมีอาการลมปราณวิ่งไปตามทางเดินของเส้นลมปราณได้ เข็มที่ใช้ในการฝังเข็มปัจจุบันนี้ มีขนาดเล็กและบางมาก เป็นเข็มตัน ปลายตัด (ไม่ใช่เข็มฉีดยาและมีขนาดเล็กกว่าเข็มฉีดยาขนาดเล็กสุด) ไม่มีสารหรือยาชนิดใดเคลือบเข็มอยู่ เข็มที่ใช้เป็นเข็มใหม่ที่ทำด้วยสแตนเลสไม่เป็นสนิมและใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้งไม่นำกลับมาใช้ใหม่อีก

หลังจากที่ฝังเข็มแล้ว แพทย์จะใช้มือปั่นเข็มหรือใช้ไฟกระตุ้นร่วมด้วยขึ้นกับอาการของผู้ป่วย การรักษาแต่ละครั้งจะให้นอนพักพร้อมคาเข็มไว้ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที ระหว่างภายหลังการฝังเข็มผู้ป่วยจะอยู่ในท่าที่สบายที่สุด ดังนั้น การรักษาโดยวิธีฝังเข็มจึงช่วยให้ผู้รับการรักษารู้สึกมีสมาธิ สบายใจ และผ่อนคลาย นับเป็นการช่วยทางด้านจิตใจทางหนึ่ง ทำให้อาการเต๋อชี่หรือลมปราณวิ่งไหลเวียนในทิศทางกลับสู่สภาวะปกติได้ดี (กรณีที่ฝังเข็มแล้วแพทย์ต้องใช้ไฟกระตุ้นร่วมด้วยนั้น จะใช้สายไฟต่อกับด้ามจับของเข็มแล้วเชื่อมต่อกับเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าที่มีศักดาไฟฟ้าต่ำเป็นกระแสไฟฟ้าตรงประมาณ 9 โวลท์ จึงไม่ทำให้เกิดไฟดูด แต่จะรู้สึกกระตุ้นที่กล้ามเนื้อเป็นจังหวะแรงพอทนได้ ทำให้เข็มกระดิกเป็นจังหวะตามกระแสไฟฟ้า และไม่ทำให้เจ็บปวดจนทนไม่ได้)

การรักษาด้วยวิธีการฝังเข็มจำเป็นต้องรักษาต่อเนื่อง จำนวนครั้งของการรักษาขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของโรค โรคที่เป็นอย่างเฉียบพลันอาการจะดีขึ้นภายหลังการรักษา 1-3 ครั้ง ในรายที่มีอาการเรื้อรังต้องทำการรักษาประมาณ 10-20 ครั้งจึงจะเห็นผลดีขึ้น การรักษาด้วยการฝังเข็มปกติจะฝังเข็มสัปดาห์ละ 1-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์และผลของการตอบสนองต่อการรักษาด้วยการฝังเข็มในแต่ละครั้ง

ข้อควรระวังในการฝังเข็ม

  1. ผู้ป่วยมะเร็งที่ยังไม่ได้รับการตรวจรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน
  2. ผู้ป่วยโรคเลือดที่มีความผิดปกติของระบบแข็งตัวของเลือด
  3. โรคที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
  4. โรคที่ยังไม่ทราบการวินิจฉัยที่แน่นอน

การฝังเข็มรักษาโรคอะไรได้บ้าง ?
วิชาการแพทย์แผนตะวันออกชองชาวจีน ซึ่งเป็นระบบการแพทย์หลักของสังคมจีน มีวิธีการรักษาโรคที่เป็นหลัก ได้แก่ การฝังเข็มและการใช้ยาสมุนไพรจีน เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน ในคัมภีร์หวงตี้เน่ย์จิงที่เก่าแก่ ซึ่งเป็นตำราแพทย์เล่มแรกของชาวจีนนั้น ได้มีการกล่าวบรรยายถึงโรคชนิดต่างๆ หลายโรคในหลายระบบที่ใช้การฝังเข็มรักษาโรคได้มากกว่าการใช้ยาสมุนไพรจีนมากมาย ในตำราการแพทย์แผนโบราณของจีนได้บันทึกวิธีการฝังเข็มรักษาโรคต่าง ๆ เอาไว้เป็นจำนวนมากครอบคลุมทุกแขนงของโรค ไม่ว่าจะเป็นอายุรกรรม ศัลยกรรม สูตินรีเวช กุมารเวช โรคกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ โรคระบบประสาท โรคตา-หู คอ จมูก เป็นต้น สามารถใช้รักษาโรคได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ทารกจนถึงคนชรา สตรีตั้งครรภ์หรือไม่ตั้งครรภ์ โรคฉุกเฉินเฉียบพลันหรือโรคเรื้อรังก็สามารถฝังเข็มรักษาได้ทั้งสิ้น ตามหลักแนวการวิเคราะห์โรคของการแพทย์แผนโบราณจีน คำถามที่ว่า " การฝังเข็มรักษาโรคอะไรได้บ้าง? " จึงไม่ใช่เป็นประเด็นที่ต้องถามเพราะโรคทุกอย่างต้องใช้การฝังเข็มรักษาได้ทั้งสิ้น ยกเว้นแต่มีข้อห้ามในการฝังเข็มเท่านั้น เพียงแต่ว่าการฝังเข็มจะได้ผลการรักษาดีมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นกับชนิดอาการของโรค ความรุนแรงของโรค และผลการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

ใน ค.ศ.1979 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดประชุมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการฝังเข็มจากนานาประเทศครั้งแรกของโลกในกรุงปักกิ่ง มีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย และแนวทางการฝึกอบรมการฝังเข็มแก่แพทย์และได้กำหนดชื่อโรคที่แนะนำให้การฝังเข็มเป็นทางเลือกในการรักษาไว้ 43 โรค ต่อมา ค.ศ.1995 ได้จัดประชุมครั้งที่ 2 เพิ่มรายชื่อโรคเป็น 58 โรค ค.ศ.1996 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศรายชื่อโรคและอาการต่าง ๆ ที่สามารถรักษาได้ด้วยการฝังเข็ม เพิ่มจากเดิมมาเป็น 64 โรค และ ค.ศ.2000 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศรายชื่อโรคและอาการ ฯ เพิ่มจากเดิมอีกเป็น 91 โรค ในปัจจุบันพบว่ามีโรคและอาการมากกว่า 91 โรคนี้ที่นำการฝังเข็มรักษามาช่วยสนับสนุนการรักษาแผนปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น

การฝังเข็มเกิดผลในการรักษาอย่างไร ?

  • เกิดการหลั่งสารต่างๆ ในร่างกายในระบบ NEURO ENDOCRINE และ CYTOKINE หลายชนิด Hormone บางอย่าง เช่น Steroid Endorphin Serotonin และ Neurotransmitter ต่างๆ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เกิดทั้งในระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่วนปลาย และกลไกของร่างกายทั้งหมด ทำให้เกิดฤทธิ์ระงับความเจ็บปวด ลดการอักเสบ ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ ปรับปรุงการทำงานของระบบประสาทและสมอง ทำให้จิตอารมณ์แจ่มใส
  • เกิดการกระตุ้นให้มีการปรับตัวของระบบประสาทอัตโนมัติ (Sympathetic and Parasympathetic Autonomic Nervous System) ซึ่งควบคุมเส้นโลหิต การไหลเวียนโลหิต และการทำงานของอวัยวะต่างๆ เป็นการปรับการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ และปรับปรุงการไหลเวียนเลือดสู่อวัยวะต่าง ๆ เช่น สมอง หัวใจ แขน ขา

การฝังเข็มสามารถเอามาใช้รักษาโรคได้ผล เหมือนกับวิธีการรักษาตามการแพทย์แผนตะวันตก (แผนปัจจุบัน)หรือไม่?

ปัจจุบันไม่สามารถอธิบายกลไกการเกิดผลตอบสนองต่อการรักษา ภายหลังจากการฝังเข็มได้จากความรู้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่มีอยู่เดิม แต่อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ระบบประสาทและการค้นคว้าเพิ่มเติมในด้านการฝังเข็ม พบว่า เกิดการกระตุ้นเส้นประสาทส่วนปลาย (peripheral nerve) ภายหลังการฝังเข็ม จนก่อให้เกิดสัญญาณประสาทเข้าสู่ก้านสมอง และมีทางเดินประสาท (pathway) เชื่อมโยงไปยังศูนย์เซลล์ประสาท (neuron center) ซึ่งส่วนใหญ่จะกระจายอยู่บริเวณก้านสมองและสมองส่วนฮัยโปธาลามัส แล้วมีสัญญาณประสาทส่งกลับไปควบคุมการทำงานของอวัยวะระบบต่าง ๆ โดยผ่านระบบประสาทอัตโนมัติที่ไปยังอวัยวะนั้น ๆ การฝังเข็มจึงสามารถกระตุ้นสมองให้มีการหลั่งสารสื่อสัญญาณประสาท (neurotransmitters) ออกมาหลายชนิด ที่สำคัญคือ เอนดอร์ฟิน (Endorphins) สารตัวนี้มีฤทธิ์ระงับปวดที่แรงมาก ประมาณว่าแรงมากกว่ามอร์ฟีนถึง 1,000 เท่า การฝังเข็ม จึงมีฤทธิ์ในการลดความเจ็บปวดให้แก่ร่างกายได้อย่างดีมาก นอกจากนี้ การฝังเข็มยังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายมีการหลั่งสารฮอร์โมนที่สำคัญออกมาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ACTH และฮอร์โมนคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กว้างขวางมาก เช่น การสร้างฮอร์โมนที่สำคัญๆ ของร่างกายโดยเฉพาะ ฮอร์โมนเพศ การลดการอักเสบของเนื้อเยื่อในร่างกาย เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ การฝังเข็มสามารถรักษาโรคโดยอาศัยกลไกสำคัญ ดังต่อไปนี้

  1. ปรับการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพสมดุลปกติ
  2. ปรับ และ/หรือ ยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน สารสื่อสัญญาณประสาทและฮอร์โมน
  3. ทำให้กล้ามเนื้อที่หดเกร็งมีการคลายตัว
  4. กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทั้งบริเวณเฉพาะที่และทั่วร่างกาย
  • การฝังเข็มไม่มีอันตรายจากการแพ้ยา การใช้เกินขนาด (overdose) หรือการเกิดพิษ (intoxication) เหมือนเช่นกับการใช้ยาแผนปัจจุบันรักษาโรค
  • การฝังเข็มมิใช่ "เข็มวิเศษ" ที่สามารถรักษาโรคได้ทุกโรค มีข้อจำกัดในกรณีโรคที่มีพยาธิสภาพของอวัยวะเสียหายรุนแรงหรือเป็นเรื้อรังมานาน ผู้สูงอายุวัยชราที่อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายเสื่อมสภาพมาก ไม่ว่าจะฝังเข็มกระตุ้นอย่างไร ร่างกายก็อาจจะไม่ตอบสนอง การรักษาก็อาจจะไม่ได้ผลดีตามที่คาดคิดเอาไว้

การเตรียมตัวก่อนการฝังเข็ม

  1. รับประทานอาหารก่อนมาฝังเข็มเสมอและอย่าให้อิ่มเกินไป เพราะถ้าฝังเข็มในช่วงผู้ป่วยหิวหรืออ่อนเพลียจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นลมง่าย
  2. พักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอในคืนก่อนมารับการรักษาด้วยการฝังเข็ม
  3. ไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป ควรสวมกางเกงที่หลวม และสวมเสื้อแขนสั้น
  4. ปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดขณะรับการรักษาด้วยการฝังเข็ม

ข้อแนะนำในการดูแลตนเองหลังจากการฝังเข็ม

  1. ขณะรับการฝังเข็ม ควรสงบจิตใจและมีสมาธิอยู่ในท่านั่งหรือนอน ให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียดจนเกินไป
  2. ขณะรับการฝังเข็มอาจมีอาการผิดปกติ เช่น มีอาการปวดมากขึ้น หน้ามืดเป็นลม ต้องรีบแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลทราบทันที
  3. หลังจากที่ฝังเข็มและคาเข็มไว้แล้ว ควรนั่งพักหรืออยู่ในท่าผ่อนคลายนั้นเป็นระยะเวลาประมาณ 30-45 นาที ไม่ควรขยับเขยื้อนแขนขาหรือบริเวณที่เข็มคาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เข็มบิดงอจะทำให้ปวดได้
  4. ควรดื่มน้ำอุ่นหลังการฝังเข็ม
  5. สำรวจร่างกายตนเองบริเวณที่ฝังเข็ม ถ้ามีอาการแสดงที่ผิดปกติเกิดขึ้น เช่น มีเลือดออก มีรอยบวมช้ำ รู้สึกปวดเจ็บ ต้องแจ้งให้แพทย์ที่รักษาทราบทันทีเพื่อสามารถแก้ไขให้เป็นปกติก่อนกลับบ้าน
  6. งดอาบน้ำประมาณ 2 ชั่วโมงหลังการฝังเข็ม พักผ่อนให้เต็มที่ภายหลังฝังเข็มอีก 1 วัน
  7. ผู้รับการรักษาบางท่านอาจมีไข้ ให้รับประทานยาลดไข้ได้ตามปกติ อาการจะหายไปเองภายใน 24-48 ชั่วโมงโดยไม่มีอันตรายใดๆ

 

เอกสารอ้างอิง :

  • สมาคมแพทย์ฝังเข็มและสมุนไพร www.thaiacupuncture.net
  • สำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข www.thaicam.go.th
  • TikTok หมอย้งหมอทหาร https://www.tiktok.com/@doctor_acupuncture?_r=1&_t=ZS-93Q8HFTks21
  • Facebook หมอย้ง Channel https://web.facebook.com/oalua/?_rdr

สอบถามรายละเอียดหรือนัดหมายแพทย์เพื่อเข้ารับการปรึกษาการฝังเข็ม
ศูนย์อายุรกรรม (แผนกฝังเข็ม) ชั้น 1 อาคารสมสราญ โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์
โทร. 02 532 4444 ต่อ 1111, 1120

 

บทความสุขภาพ
Copyright © 2020 Bcaremedicalcenter. All Rights Reserved.