เมื่อพูดถึงเชื้อ HPV หลายคนมักนึกถึงมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง เชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) สามารถก่อให้เกิดโรคได้ทั้งในผู้หญิง และผู้ชาย รวมถึงเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งหลายชนิดในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 4 ในสตรีทั่วโลก โดยในปี พ.ศ. 2565 มีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 660,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 350,000 รายทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทย มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยในสตรีไทย และเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน HPV และการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม
HPV คืออะไร?
HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นกลุ่มไวรัสที่มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ ติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนัง และเยื่อบุ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. HPV ชนิดก่อมะเร็ง (High-risk HPV)
เป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะสายพันธุ์ HPV 16 และ HPV 18 ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกประมาณ 70% ของผู้ป่วยทั้งหมด
นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับมะเร็งชนิดอื่น ได้แก่
2. HPV ชนิดไม่ก่อมะเร็ง (Low-risk HPV)
แม้จะไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่สามารถทำให้เกิดหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศได้ โดยเฉพาะสายพันธุ์ HPV 6 และ HPV 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่มากกว่า 90% ของผู้ป่วย
HPV ติดต่อได้อย่างไร ?
เชื้อ HPV สามารถติดต่อได้ง่าย และไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคนเท่านั้น โดยช่องทางการติดต่อที่พบบ่อย ได้แก่
แม้ว่าการใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ทั้งหมด เนื่องจากเชื้ออาจอยู่ในบริเวณผิวหนังที่ถุงยางอนามัยไม่สามารถปกคลุมได้
ทำไม HPV จึงเป็นภัยเงียบที่ควรระวัง ?
ผู้ติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ และสามารถกำจัดเชื้อได้เองภายใน 1–2 ปี อย่างไรก็ตาม ในบางรายเชื้ออาจคงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์จนพัฒนาเป็นโรคมะเร็งได้ในอนาคต
สิ่งสำคัญคือ ระยะเริ่มต้นของความผิดปกติมักไม่มีอาการเตือน ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ หรือมีความผิดปกติ จนกระทั่งโรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่ต้องได้รับการรักษา ดังนั้น การป้องกันและการตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีน HPV ?
วัคซีน HPV เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อ HPV โดยช่วยลดความเสี่ยงของ
วัคซีนสามารถฉีดได้ทั้งเพศหญิง และเพศชาย และให้ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อได้รับก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก
แนวทางการฉีดวัคซีน HPV
อายุ 9–14 ปี
อายุ 15 ปีขึ้นไป
แม้ผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือเคยติดเชื้อ HPV มาก่อน ก็ยังสามารถได้รับประโยชน์จากวัคซีน เนื่องจากวัคซีนสามารถป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อได้
ฉีดวัคซีน HPV แล้ว ยังต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหรือไม่?
คำตอบคือ “ยังจำเป็น”
แม้วัคซีน HPV จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก แต่ไม่สามารถป้องกันเชื้อ HPV ได้ทุกสายพันธุ์ ดังนั้น ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงอายุที่เหมาะสมควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของแพทย์
การตรวจคัดกรองสามารถช่วยค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะพัฒนาเป็นมะเร็ง ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีป้องกันการติดเชื้อ HPV
นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การดูแลสุขภาพ และลดปัจจัยเสี่ยงก็มีความสำคัญเช่นกัน ได้แก่
HPV ป้องกันได้ เริ่มต้นดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้
แม้เชื้อ HPV จะเป็นสาเหตุของโรคร้ายหลายชนิด แต่ปัจจุบันเรามีเครื่องมือสำคัญในการป้องกัน ทั้งวัคซีน HPV และการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ
การเข้ารับวัคซีน และการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง และภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับ HPV ได้อย่างมีนัยสำคัญ
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวัคซีน HPV หรือการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
เรียบเรียงโดย : พญ.ปฏิญญา โรจวัฒนา สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :