02 532 4444
ติดต่อสอบถาม 02 532 4444
หน้าแรก / บทความสุขภาพ / วัยทอง ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ประจำเดือนหมด” แต่คือช่วงเวลาที่ต้องกลับมาดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น
วัยทอง ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ประจำเดือนหมด” แต่คือช่วงเวลาที่ต้องกลับมาดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น
26 พฤษภาคม 2026

เมื่ออายุเข้าสู่ช่วงประมาณ 45–55 ปี ร่างกายของผู้หญิงจะเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เรียกว่า “วัยทอง” หรือวัยหมดประจำเดือน (Menopause) ซึ่งเกิดจากการที่รังไข่ค่อย ๆ ลดการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนลง จนประจำเดือนหยุดไปในที่สุด

แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่ตามมานั้นไม่ได้มีแค่เรื่องของรอบเดือน เพราะฮอร์โมนเพศหญิงมีผลต่อทั้งร่างกาย อารมณ์ การนอน การเผาผลาญ รวมถึงความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ในระยะยาวด้วย

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสตรีวัยทองมากกว่า 7 ล้านคน และจำนวนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยังพบว่า ผู้หญิงวัย 45–59 ปี จำนวนไม่น้อยเริ่มมีโรคประจำตัวร่วม โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง รวมถึงภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจ และหลอดเลือดในอนาคต

วัยทองไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว
ก่อนจะเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือนจริง ร่างกายจะมีช่วงที่เรียกว่าวัยใกล้หมดประจำเดือน (Perimenopause) ซึ่งอาจกินเวลาหลายปี โดยฮอร์โมนเริ่มแปรปรวน และทำให้ประจำเดือนเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น

  • ประจำเดือนมาเร็วขึ้น
  • รอบเดือนเริ่มห่าง
  • ปริมาณเลือดเปลี่ยนไป
  • ก่อนจะค่อย ๆ หายไปครบ 1 ปีเต็ม

ผู้หญิงแต่ละคนอาจมีอาการไม่เหมือนกัน บางคนแทบไม่มีอาการเลย ขณะที่บางคนได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน

สัญญาณที่พบบ่อยของวัยทอง
อาการของวัยทองสามารถเกิดได้ทั้งทางร่างกาย และอารมณ์ โดยเฉพาะในช่วง 1–2 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนลดลงอย่างรวดเร็ว

อาการที่พบได้บ่อย

  • ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน
  • นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน
  • ใจสั่น วิงเวียน
  • หลงลืมง่าย สมาธิลดลง
  • ผิวแห้ง ผมร่วง
  • น้ำหนักขึ้นง่าย โดยเฉพาะรอบเอว
  • ช่องคลอดแห้ง เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์
  • ปัสสาวะบ่อย หรือกลั้นปัสสาวะลำบาก

ข้อมูลจากกรมอนามัยแบ่งอาการวัยทองออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเริ่มต้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ซึ่งระยะหลังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะสมองเสื่อมได้

ทำไมผู้หญิงวัยทองจึงควรตรวจสุขภาพมากขึ้น
หนึ่งในสิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิด คือคิดว่าวัยทองเป็นเพียงเรื่องของฮอร์โมน หรืออารมณ์ แต่ในความเป็นจริง การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลต่อหลายระบบในร่างกาย

  1. ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น
    เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ระดับไขมันเลว (LDL) จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ไขมันดี (HDL) ลดลง ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัวได้ง่ายขึ้น จึงพบว่า ผู้หญิงวัยทองมีความเสี่ยงต่อ
  • ความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในเลือดสูง
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ
  • โรคหลอดเลือดสมอง

เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

  1. กระดูกพรุนโดยไม่รู้ตัว
    หลังหมดประจำเดือน ร่างกายจะสูญเสียมวลกระดูกเร็วขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีแรก ซึ่งอาจสูญเสียมวลกระดูกได้ถึงประมาณ 20% ทำให้เสี่ยงต่อ
  • กระดูกบาง
  • กระดูกหักง่าย
  • ปวดหลังเรื้อรัง
  • หลังค่อมในผู้สูงอายุ

โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสะโพก และกระดูกสันหลัง

  1. คุณภาพชีวิตและสุขภาพจิต
    อาการนอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน หรือความรู้สึกสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในวัยนี้ และอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ การทำงาน รวมถึงสุขภาพจิตในระยะยาว

การดูแลตัวเองในวัยทอง เริ่มได้จากเรื่องใกล้ตัว
แม้วัยทองจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่การดูแลสุขภาพที่เหมาะสมจะช่วยลดผลกระทบต่อร่างกายได้มาก

แนวทางดูแลสุขภาพที่แนะนำ

  • รับประทานอาหารครบ 5 หมู่
  • ลดหวาน มัน เค็ม
  • เพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารที่มีแคลเซียมสูง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • ลดแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่
  • หมั่นผ่อนคลายความเครียด

รวมถึง “การตรวจสุขภาพประจำปี” อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคที่มักพบในวัยนี้

วัยทอง ไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับอาการเพียงลำพัง
หากเริ่มมีอาการรบกวนการใช้ชีวิต เช่น ร้อนวูบวาบรุนแรง นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย น้ำหนักขึ้นเร็ว หรือรู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนไปมากผิดปกติ การเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์จะช่วยให้สามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

เพราะวัยทองไม่ใช่จุดจบของสุขภาพผู้หญิง แต่เป็นอีกช่วงเวลาสำคัญที่ควรใส่ใจตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการวัยทอง หรืออยากวางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาว สามารถเข้ารับคำปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางได้ที่โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

  • สสส.
  • กรมอนามัย
  • กรมการแพทย์
  • คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
บทความสุขภาพ
Copyright © 2020 Bcaremedicalcenter. All Rights Reserved.