เหนื่อยง่ายขึ้น เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นก็ต้องหยุดพัก นอนราบแล้วรู้สึกหายใจไม่สะดวก หรือช่วงนี้สังเกตว่าขา และข้อเท้าบวม
หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น พักผ่อนน้อย หรือร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แต่บางครั้งอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่า หัวใจกำลังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และอาจเกี่ยวข้องกับภาวะที่เรียกว่า “หัวใจล้มเหลว” (Heart Failure)
ชื่ออาจฟังดูรุนแรง แต่ภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ได้หมายความว่า “หัวใจหยุดทำงาน” หากหมายถึงภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ หรือเกิดความผิดปกติของการทำงานจนทำให้มีการคั่งของเลือด และของเหลวตามมา
หัวใจไม่ได้อ่อนแรงลงโดยไม่มีที่มา
ภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ใช่โรคเพียงโรคเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการที่อาจเป็นผลจากโรคหัวใจ และหลอดเลือดหลายชนิด ลองนึกภาพหัวใจที่ต้องทำงานหนักกว่าปกติอยู่ทุกวัน เมื่อภาระนั้นดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน หัวใจก็อาจเริ่มทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น โรคความดันโลหิตสูง ที่ทำให้หัวใจต้องออกแรงสูบฉีดเลือดมากขึ้น หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ ยังอาจเกี่ยวข้องกับโรคลิ้นหัวใจ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ รวมถึงภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เพราะฉะนั้น ก่อนจะมาถึงคำว่าหัวใจล้มเหลวในผู้ป่วยแต่ละคน อาจมีโรค หรือความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับหัวใจมาก่อนแล้ว
เมื่อกิจกรรมเดิม ๆ เริ่มทำให้เหนื่อยกว่าเดิม
หนึ่งในสัญญาณที่พบได้ของภาวะหัวใจล้มเหลวคือ เหนื่อยง่าย แต่สิ่งที่น่าสังเกตไม่ใช่แค่ว่าวันนี้เหนื่อยหรือไม่ หากเป็นการเปรียบเทียบกับความสามารถของตัวเราเองในอดีต เช่น เมื่อก่อนเดินระยะนี้ได้สบาย แต่ตอนนี้ต้องหยุดพัก เคยขึ้นบันไดได้ตามปกติ แต่ช่วงหลังกลับหอบง่าย หรือกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำเริ่มรู้สึกว่าต้องออกแรงมากกว่าเดิม
นอกจากอาการเหนื่อยแล้ว ยังอาจพบสัญญาณอื่นร่วมด้วย เช่น
อาการเหล่านี้สามารถเกิดจากโรค หรือภาวะอื่นได้เช่นกัน จึงไม่สามารถใช้เพียงอาการใดอาการหนึ่งเพื่อสรุปว่าเป็นภาวะหัวใจล้มเหลวได้ แต่หากความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ
ถ้าสงสัยว่าเป็นหัวใจล้มเหลว หมอตรวจอะไรบ้าง ?
การวินิจฉัยไม่ได้อาศัยการตรวจเพียงอย่างเดียว แต่แพทย์จะเริ่มจากการพูดคุยถึงอาการ ประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว และตรวจร่างกาย ก่อนพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
ช่วยประเมินขนาดของหัวใจ รวมถึงความผิดปกติ หรือภาวะน้ำคั่งในปอด
ช่วยประเมินจังหวะ และความผิดปกติทางไฟฟ้าของหัวใจ
เป็นการตรวจที่ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้าง และประเมินการทำงานของหัวใจ เช่น การบีบตัวของหัวใจและการทำงานของลิ้นหัวใจ
ในบางรายอาจตรวจ BNP หรือ NT-proBNP ซึ่งเป็นสารที่สามารถเพิ่มสูงขึ้นในภาวะหัวใจล้มเหลว และใช้ประกอบการวินิจฉัยตามความเหมาะสม
ส่วนการตรวจเฉพาะทางอื่น เช่น MRI หัวใจ หรือการสวนหัวใจ แพทย์จะพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะเมื่อต้องการค้นหาสาเหตุของความผิดปกติเพิ่มเติม
เป็นหัวใจล้มเหลวแล้ว ยังรักษาได้ไหม?
แม้ภาวะหัวใจล้มเหลวจะเป็นภาวะเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาหลายรูปแบบที่ช่วยควบคุมอาการ ลดโอกาสการกำเริบ และการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล รวมถึงช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
การรักษาจะขึ้นอยู่กับ สาเหตุ ชนิด และความรุนแรงของภาวะหัวใจล้มเหลว ตั้งแต่การใช้ยาเพื่อช่วยลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ การใช้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดภาวะน้ำคั่ง ไปจนถึงการรักษาความผิดปกติที่เป็นต้นเหตุ
ในผู้ป่วยบางรายอาจพิจารณาการใช้เครื่องมือช่วยการทำงานของหัวใจ การรักษาหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคลิ้นหัวใจด้วยหัตถการ หรือการผ่าตัด
ดังนั้น คำว่า “หัวใจล้มเหลว” ไม่ใช่จุดที่การดูแลสิ้นสุดลง แต่เป็นภาวะที่จำเป็นต้องรู้สาเหตุ ประเมินความรุนแรง และได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อเนื่อง
อย่ามองแค่คำว่า “เหนื่อย” แต่ลองสังเกตว่าเราเหนื่อยไม่เหมือนเดิมหรือเปล่า
บางครั้งสัญญาณของหัวใจไม่ได้เริ่มต้นจากอาการเจ็บหน้าอกอย่างที่หลายคนคุ้นเคย แต่อาจเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันที่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
หากช่วงหลังเริ่มเหนื่อยง่ายกว่าปกติ นอนราบแล้วหายใจลำบาก มีอาการบวม น้ำหนักเพิ่มขึ้นรวดเร็ว หรือมีอาการที่สงสัยเกี่ยวกับหัวใจ การเข้ารับการประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้แพทย์ค้นหาสาเหตุ และวางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสม
ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจประเมิน และดูแลสุขภาพหัวใจ ตั้งแต่การค้นหาความผิดปกติ ไปจนถึงการวางแนวทางดูแลที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
เพื่อให้ทุกจังหวะของหัวใจ ยังสามารถพาเราไปใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้อย่างเต็มที่
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล