02 532 4444
ติดต่อสอบถาม 02 532 4444
หน้าแรก / บทความสุขภาพ / เป็นโรคหัวใจแล้ว ต้องหยุดออกกำลังกายจริงหรือ ?
เป็นโรคหัวใจแล้ว ต้องหยุดออกกำลังกายจริงหรือ ?
09 กันยายน 2026

เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจเริ่มระวังคือ “อย่าออกแรงเยอะ เดี๋ยวหัวใจทำงานหนัก” จากที่เคยเดินออกกำลังกายก็เริ่มไม่กล้าเดิน จากที่เคยปั่นจักรยานก็เลือกที่จะพัก เพราะรู้สึกว่าเมื่อหัวใจมีปัญหา การอยู่นิ่ง ๆ น่าจะปลอดภัยกว่า

แต่ในความเป็นจริง สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจส่วนใหญ่ การออกกำลังกายไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงเสมอไป หากเลือกประเภท ความหนัก และระยะเวลาให้เหมาะสมกับภาวะของแต่ละคน ในทางกลับกัน การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมยังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล และฟื้นฟูสุขภาพหัวใจอีกด้วย

หัวใจมีปัญหา แล้วออกกำลังกายจะไม่ยิ่งทำงานหนักหรือ ?
เวลาที่เราออกกำลังกาย หัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด และออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ จึงไม่แปลกที่ผู้ป่วยโรคหัวใจจะกังวลว่า การออกแรงอาจทำให้หัวใจต้องรับภาระมากขึ้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ออกกำลังกายได้ไหม?” แต่คือ “การออกกำลังกายแบบไหน ถึงจะเหมาะกับหัวใจของเรา?” เมื่อออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสม และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย ลดอาการเหนื่อยในผู้ป่วยบางกลุ่ม และเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจบางกลุ่ม การออกกำลังกายยังเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจ (Cardiac Rehabilitation) ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละรายด้วย

แล้วควรออกกำลังกายหนักแค่ไหน?
หนึ่งในวิธีง่าย ๆ ที่ใช้ประเมินความหนักของการออกกำลังกายระดับปานกลาง คือ Talk Test ลองสังเกตตัวเองระหว่างออกกำลังกายว่า ยังพูดเป็นประโยคได้ แต่ร้องเพลงต่อเนื่องได้ยาก

ระดับประมาณนี้มักสอดคล้องกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป แนวทางมักแนะนำการออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลางรวมประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ตัวเลขนี้ ไม่ควรถูกใช้เป็นเป้าหมายเดียวกันสำหรับทุกคน

โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเหนื่อยขณะออกแรง มีภาวะหัวใจล้มเหลว หรือมีโรคหัวใจบางชนิด ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนเริ่มหรือปรับระดับการออกกำลังกาย บางคนอาจเริ่มได้จากเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วค่อยเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม ขณะที่บางคนอาจจำเป็นต้องออกกำลังกายภายใต้การดูแลในโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจ เพราะหัวใจแต่ละดวง ไม่ได้มีข้อจำกัดเหมือนกัน

Smart Watch บอกได้ไหมว่า วันนี้หัวใจเราไหวแค่ไหน?
นาฬิกาอัจฉริยะทำให้การติดตามสุขภาพระหว่างออกกำลังกายสะดวกขึ้น ทั้งการดูอัตราการเต้นของหัวใจ จำนวนก้าว หรือในบางรุ่นสามารถแจ้งเตือนจังหวะการเต้นของหัวใจที่อาจผิดปกติได้ จึงสามารถใช้เป็นผู้ช่วยติดตามสุขภาพ และกิจกรรมของเราได้ แต่ตัวเลขบนข้อมือไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้เราฝืนร่างกาย ค่าจากอุปกรณ์สวมใส่อาจคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะขณะเคลื่อนไหว และไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ได้

หากอุปกรณ์แจ้งเตือนความผิดปกติซ้ำ ๆ หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินเพิ่มเติม

เมื่อไรที่ควรหยุด ไม่ควรฝืนออกต่อ?

ระหว่างออกกำลังกาย อาการของร่างกายสำคัญกว่าการทำให้ครบเวลา หากมีอาการ เช่น

  • เจ็บ หรือแน่นหน้าอก
  • หอบเหนื่อยผิดปกติ
  • ใจสั่น หรือรู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • หน้ามืด วิงเวียน หรือคล้ายจะเป็นลม
  • เหงื่อออกมากผิดปกติ หรือตัวเย็น

ควรหยุดออกกำลังกาย และประเมินอาการ หากอาการรุนแรง ไม่ดีขึ้น หรือสงสัยภาวะฉุกเฉิน ควรเข้ารับการรักษาโดยเร็ว

นอกจากนี้ ผู้ที่เพิ่งได้รับการรักษา หรือหัตถการเกี่ยวกับหัวใจ ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่อาการยังไม่คงที่ หรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ยังไม่ได้รับการควบคุม ไม่ควรเริ่มออกกำลังกายด้วยตนเองโดยยังไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

จากกลัวออกแรง สู่การรู้ว่าเราออกแรงได้แค่ไหน
การเป็นโรคหัวใจไม่ได้หมายความว่าชีวิตหลังจากนี้ต้องหยุดอยู่กับที่ สำหรับผู้ป่วยหลายคน เป้าหมายของการดูแลหัวใจไม่ได้มีเพียงการรักษาโรค แต่รวมถึงการช่วยให้สามารถกลับไปทำกิจกรรม และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกายของตัวเอง

ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ พร้อมให้คำปรึกษา และประเมินสุขภาพหัวใจ เพื่อวางแนวทางการดูแลและการทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

เพราะการดูแลหัวใจ ไม่ได้หมายถึงการหยุดเคลื่อนไหว แต่คือการรู้ว่า ควรเคลื่อนไหวอย่างไรให้เหมาะกับหัวใจของเรา

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

บทความสุขภาพ
Copyright © 2020 Bcaremedicalcenter. All Rights Reserved.