02 532 4444
ติดต่อสอบถาม 02 532 4444
หน้าแรก / บทความสุขภาพ / “ลูกไม่อยากไปโรงเรียน” อาจไม่ใช่แค่ดื้อ
“ลูกไม่อยากไปโรงเรียน” อาจไม่ใช่แค่ดื้อ
16 มิถุนายน 2026

ทำความเข้าใจ “ภาวะไม่ยอมไปโรงเรียน” (School Refusal) ในเด็กและวัยรุ่น

เช้าวันจันทร์ที่ควรเป็นวันธรรมดา กลับเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ ปวดท้อง ปวดหัว หรือคำพูดว่า “ไม่อยากไปโรงเรียน” หลายครอบครัวอาจคิดว่าเป็นเพียงอาการงอแง ขี้เกียจ หรือดื้อ แต่ในความเป็นจริง เด็กบางคนอาจกำลังเผชิญกับ “ภาวะไม่ยอมไปโรงเรียน” (School Refusal) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้จริง และส่งผลต่อทั้งตัวเด็ก การเรียน และความสัมพันธ์ในครอบครัว

ภาวะไม่ยอมไปโรงเรียน คืออะไร ? 
ภาวะไม่ยอมไปโรงเรียน คือ ภาวะที่เด็กมีความกังวล หรือความทุกข์ทางอารมณ์อย่างมากเมื่อต้องไปโรงเรียน จนแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมหลีกเลี่ยงต่าง ๆ เช่น

  • ร้องไห้ก่อนถึงเวลาไปโรงเรียน
  • บ่นปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้
  • แกล้งนอนต่อ หรืออ้างว่าป่วย
  • มีอารมณ์เศร้า หรือดูซึมลงเมื่อพูดถึงโรงเรียน
  • พยายามหลีกเลี่ยงการเข้าเรียน หรือหนีคาบเรียน

สิ่งสำคัญคือ เด็กกลุ่มนี้ “ไม่ได้อยากขาดเรียนเพื่อไปเที่ยวเล่น” แต่กำลังมีความเครียด หรือความกังวลบางอย่างซ่อนอยู่ภายในใจ

สถานการณ์ที่พบได้บ่อยแค่ไหน?
ข้อมูลทางระบาดวิทยาระบุว่า ภาวะไม่ยอมไปโรงเรียนพบได้ประมาณ 1–2% ของเด็กวัยเรียน และในกลุ่มเด็กที่เข้ารับการปรึกษาหรือรักษาในสถานพยาบาล พบได้สูงถึงประมาณ 5–15%  มักพบในช่วง “เปลี่ยนผ่านสำคัญ” ของชีวิต เช่น

  • เริ่มเข้าอนุบาล
  • เปลี่ยนระดับชั้นเรียน
  • ย้ายโรงเรียน
  • หรือหลังเหตุการณ์เครียดในครอบครัว

ทำไมเด็กถึงไม่อยากไปโรงเรียน ?
สาเหตุของภาวะนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องเรียน แต่เกี่ยวข้องได้ทั้งตัวเด็ก ครอบครัว โรงเรียน และสังคมรอบตัว โดยสาเหตุหลักที่พบได้บ่อย ได้แก่

1. ความเครียดหรือแรงกดดันในโรงเรียน เช่น กลัวเรียนไม่ทัน กลัวสอบ หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยในห้องเรียน2. ปัญหาด้านสังคม เช่น ถูกแกล้ง ไม่มีเพื่อน หรือกังวลเรื่องการเข้าสังคม

3. ต้องการความใกล้ชิดจากผู้ปกครอง เด็กบางคนมีความวิตกกังวลเมื่อต้องแยกจากพ่อแม่

4. ใช้การไม่ไปโรงเรียนเพื่อต่อรองบางอย่าง เช่น อยากเล่นเกม อยู่บ้าน หรือเรียกร้องความสนใจ

อาการที่พ่อแม่มักสังเกตเห็น
ภาวะนี้สามารถแสดงออกได้ทั้งทางอารมณ์ และร่างกาย

อาการทางอารมณ์

  • วิตกกังวล
  • กลัวการเข้าสังคม
  • เก็บตัว
  • ดูไม่มีความสุข
  • บางรายมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย

อาการทางร่างกาย

  • ปวดหัว
  • ปวดท้อง
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • เหงื่อออก
  • หายใจไม่อิ่ม

จุดที่น่าสังเกตคือ อาการเหล่านี้มักดีขึ้นเมื่อเด็กได้ “หยุดโรงเรียน” และกลับมาอีกครั้งในเช้าวันถัดไปก่อนถึงเวลาไปเรียน

ภาวะนี้อาจเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชอื่นได้
เด็กที่มีภาวะไม่ยอมไปโรงเรียน อาจพบร่วมกับปัญหาสุขภาพจิตอื่น เช่น

  • โรควิตกกังวลจากการแยกจากกัน
  • โรควิตกกังวลทั่วไป
  • ภาวะซึมเศร้า
  • โรควิตกกังวลทางสังคม
  • ปัญหาพฤติกรรมต่อต้าน

จึงไม่ควรมองว่าเป็นเพียง “นิสัยดื้อ” อย่างเดียว

หากปล่อยไว้นาน อาจกระทบหลายด้าน
ผลกระทบระยะสั้นที่พบได้ เช่น

  • ผลการเรียนลดลง
  • ขาดเพื่อน
  • เกิดความเครียดในครอบครัว

ส่วนในระยะยาว อาจส่งผลต่อสุขภาพจิต การเข้าสังคม การทำงาน และพฤติกรรมเสี่ยงเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ได้

วิธีช่วยเหลือที่สำคัญที่สุด คือ “ความเข้าใจ”
เป้าหมายของการดูแล ไม่ใช่แค่ทำให้เด็ก “กลับไปโรงเรียน” แต่คือการช่วยให้เขากลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้โดยมีความทุกข์ลดลง แนวทางช่วยเหลืออาจประกอบด้วย

  • การพูดคุยและให้คำปรึกษา
  • การทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัวและโรงเรียน
  • การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT)
  • การฝึกจัดการความวิตกกังวล
  • หรือการใช้ยาในบางกรณีที่จำเป็น

สิ่งสำคัญคือ เด็กควรรู้สึกว่า “มีคนเข้าใจ” มากกว่าถูกตำหนิ หรือกดดัน

บางครั้งคำว่า “ไม่อยากไปโรงเรียน” อาจไม่ใช่ความดื้อ แต่เป็นวิธีที่เด็กกำลังพยายามส่งสัญญาณว่า “เขาไม่ไหวแล้วจริงๆ”

การสังเกตตั้งแต่เนิ่นๆ และเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้พูดความรู้สึก อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้เด็กกลับมาเรียนรู้ และเติบโตได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต

บทความสุขภาพ
Copyright © 2020 Bcaremedicalcenter. All Rights Reserved.