หลายคนเคยมีอาการปัสสาวะแสบ ปวด หรือรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำบ่อยกว่าปกติ บางคนเลือกดื่มน้ำเยอะ ๆ แล้วรอดูอาการ บางคนซื้อยามารับประทานเอง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่หากอาการเหล่านี้เกิดจาก การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้การติดเชื้อลุกลามไปถึงไต และในบางรายอาจรุนแรงจนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
ไม่ใช่แค่ "ปัสสาวะแสบ"
ระบบทางเดินปัสสาวะของเราประกอบด้วย ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ เมื่อแบคทีเรียเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะ และเพิ่มจำนวน จึงเกิดการอักเสบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเฉพาะที่กระเพาะปัสสาวะ หรือแพร่กระจายขึ้นไปถึงไตได้
อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
ถ้ามีไข้ร่วมด้วย อย่านิ่งนอนใจ
หากการติดเชื้อลุกลามขึ้นไปถึงไต ผู้ป่วยอาจมีอาการมากกว่าการปัสสาวะแสบขัด เช่น
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อรุนแรงขึ้น และควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว
ใครบ้างที่เสี่ยงกว่าคนอื่น?
แม้โรคนี้จะเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่พบได้บ่อยในผู้หญิง เนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย
นอกจากนี้ ยังพบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในผู้ที่
อย่าซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง
หลายคนเมื่อมีอาการปัสสาวะแสบขัด มักซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง แต่ความจริงแล้ว อาการคล้ายกันอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ และเชื้อแบคทีเรียแต่ละชนิดก็อาจตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะไม่เหมือนกัน
แพทย์อาจพิจารณาตรวจปัสสาวะ หรือเพาะเชื้อในบางราย เพื่อเลือกยาที่เหมาะสม ลดโอกาสการดื้อยา และช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลการติดเชื้อ?
แม้จะป้องกันได้ไม่ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน เช่น
อย่ารอให้จาก "แสบ" กลายเป็น "หนัก"
อาการปัสสาวะแสบขัดอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ในบางครั้งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษา
หากมีอาการต่อเนื่อง ปัสสาวะมีเลือดปน มีไข้ ปวดเอว หรืออาการไม่ดีขึ้นภายในเวลาอันสั้น ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ และรับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก
เพราะการรักษาได้เร็ว ไม่เพียงช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ยังช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้อีกด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล