02 532 4444
ติดต่อสอบถาม 02 532 4444
ห้องปฏิบัติการ

ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Laboratory)
โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์

ที่สุดแห่งความเป็นเลิศของระบบห้องปฏิบัติการ
ย่านดอนเมืองสายไหม

ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Laboratory)  คืออะไร

ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Laboratory)  คือ ห้องที่เป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการทางการแพทย์  เพื่อให้การวินิจฉัยโรค มีความถูกต้องแม่นยำ โดยห้องแล็บจะรับสิ่งส่งตรวจหรือตัวอย่าง (มีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดมีขั้นตอนการดูแลการตรวจที่แตกต่างกัน เช่น เลือด ปัสสาวะ สารคัดหลั่งต่างๆเป็นต้น) เข้ามาจากแผนกหรือภาคส่วนต่าง ๆ ของทางโรงพยาบาล เพื่อนำสิ่งส่งตรวจเหล่านั้นเข้ากระบวนการตรวจวิเคราะห์เพื่อหาเชื้อที่อาจนำพาไปสู่โรคร้ายหรือตรวจความสมบูรณ์และความบกพร่องของสารเคมี ฮอร์โมน หรือเซลล์ผิดปกติต่างๆ เพื่อใช้เป็นตัววินิจฉัยในการรักษาโรคต่อไป

ถูกต้อง แม่นยำ ทันตามเวลาที่กำหนด

หนึ่งในขั้นตอนของการวินิจฉัยโรค ไม่ใช่เพียงแค่การสังเกตอาการของผู้ป่วยแล้วจึงสามารถสรุปผลได้ หรือการติดตามอาการของผู้ป่วยระหว่างการรักษาก็จำเป็นต้องพึ่งห้องปฏิบัติการเช่นกัน ดังนั้น การส่งตรวจเทสที่ต้องการเข้าสู่ห้องปฏิบัติการเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่มีประโยชน์หลากหลายต่อการวินิจฉัยโรค ได้แก่

  • เพิ่มความแม่นยำและความถูกต้องของการวินิจฉัยที่ได้ และการรักษาที่ตรวจจุด
  • ขั้นตอนการวินิจฉัยมีความรวดเร็วมากขึ้น ทำให้การรักษามีความรวดเร็วมากขึ้น
  • ช่วยตรวจสอบผลข้างเคียงจากการรักษาโรค
  • ทำให้การติดตามอาการของโรคมีประสิทธิภาพ
  • ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจสุขภาพประจำปีผลการตรวจวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องสามารถช่วยแพทย์ให้แนะนำผู้ป่วยให้ป้องกันตนเองจากโรคร้ายได้

มาตรฐานการจัดการ

ห้องปฏิบัติการ ของทางโรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์  ผ่านเกณฑ์การรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ISO 15189 : 2022 และ มาตรฐานความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ISO 15190 : 2020  ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลด้านคุณภาพและความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ โดยสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และได้รับรองมาตรฐาน Laboratory Accreditation ; 2565 โดยสภาเทคนิการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ให้ถูกต้อง แม่นยำ ทันตามเวลาที่กำหนด และเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วย โดยมุ่งเน้นที่มุมมองทางคุณภาพและปรับปรุงการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้อย่างเต็มที่

ห้องปฏิบัติการกลาง (Central Laboratory)

โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์  มีระบบการตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือห้องแล็บที่ทันสมัยมากขึ้น ด้วยเครื่อง Atellica เครื่องวิเคราะห์สารเคมีในเลือดแบบอัตโนมัติสำหรับการตรวจทางเคมีคลินิก ได้ถึง 1,800 เทสต่อชัวโมง และตรวจทางอิมมูโนวิทยา ได้ถึง 800 เทสต่อชั่วโมง โดยการใช้ระบบการบริหารจัดการภายในเครื่องที่มีความทันสมัย และยังพัฒนาระบบ IT (LIS) เป็น HCLAB smart ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องที่ทันสมัยอันดับต้นของประเทศไทย

  • เครื่อง Sysmex XN-1000 เครื่องตรวจวิเคราะห์อัตโนมัติสำหรับนับเม็ดเลือด ( CBC )
  • เครื่อง Sysmex XN-2000 series เครื่องตรวจวิเคราะห์อัตโนมัติสำหรับตรวจ urine analysis
    และเครื่องสำคัญจำเป็นอีกหลายรายการ รวมถึงด้าน Molecular (Respiratory PCR)

HCLAB smart คือ เป็นโปรแกรมระบบงานห้องปฏิบัติการ ที่ติดตั้งฐานข้อมูลเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีระบบจัดการข้อมูลก่อนทำการตรวจวิเคราะห์ เช่น การบันทึกข้อมูล การค้นหาข้อมูลผู้ป่วย การขอตรวจ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีระบบจัดการข้อมูลขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ เช่น การบันทึกผล การรับรองผล การเชื่อมต่อกับเครื่องตรวจอัตโนมัติ เป็นต้น รวมถึงมีระบบจัดการข้อมูลขั้นตอนหลังการตรวจวิเคราะห์ เช่น การพิมพ์ผล การส่งผลกลับระบบ HIS การค้นหาผล เป็นต้น 

ระบบห้องเจาะเลือด (Blood Collection System)

โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ ได้มีการปรับปรุงห้องเจาะเลือดใหม่ เพื่อรองรับงานที่มากขึ้นทำให้ผู้ปฏิบัติงานในห้องแล็บมีความสะดวกสบายมากขึ้น ช่วยให้ขั้นตอนการปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • สามารถรับข้อมูลผู้ป่วย (Patient Demographic) โดยการเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยเพื่อการบ่งชี้ตัวผู้ป่วย
  • สามารถจัดการลำดับคิวให้บริการ (Queue System) โดยสามารถพิมพ์บัตรคิวสำหรับรอรับบริการห้องเจาะเลือด
  • สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยเพื่อการบ่งชี้ตัวผู้ป่วยและบันทึกการยืนยันการบ่งชี้ตัวผู้ป่วย (Patient Identification)
  • โปรแกรมสามารถคืนหมายเลขคิวไปยังระบบในกรณีที่ช่องบริการไม่มีความพร้อมเพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่องอื่นสามารถกดเรียกเพื่อให้บริการผู้ป่วยได้

การเตรียมตัวก่อน - หลัง การตรวจเลือด

  • พักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการดื่มสุราเนื่องจากจะทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าปกติ
  • ควรอดน้ำและอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนการตรวจ
  • ควรใส่เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย หรือสวมเสื้อแขนสั้นที่ง่ายต่อการเจาะเลือด
  • หลังเจาะเลือดควรกดแผลที่เจาะเลือดไว้ประมาณ 5 - 10 นาที เพื่อให้เลือดหยุดไหลแล้วค่อยดึงสำลีที่ปิดแผลออกได้
  • หากมีอาการหน้ามืด หรือวิงเวียนศีรษะควรแจ้งเจ้าหน้าที่และนั่งพักสักครู่ 
  • หากบริเวณแผลมีรอยช้ำเขียวหลังการเจาะเลือด ซึ่งรอยช้ำดังกล่าวจะสามารถหายได้เองภายใน 1 - 2 สัปดาห์ ไม่ควรนวดคลึงบริเวณที่เป็นรอย แต่สามารถทายาแก้ฟกช้ำเพื่อบรรเทารอยช้ำได้ 

Copyright © 2020 Bcaremedicalcenter. All Rights Reserved.