B.Care Medical Center | โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์
02 994 8201-3
ติดต่อสอบถาม 02 994 8201-3
หน้าแรก / บทความสุขภาพ / โรคพาร์กินสัน
โรคพาร์กินสัน
14 พฤษภาคม 2021

โรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสัน เกิดจากการเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารสื่อประสาทโดปามีน โดยสารโดปามีนจะเป็นเสมือนตัวส่งสัญญาณระหว่างสมองกับร่างกาย เพื่อควบคุมและกำหนดการเคลื่อนไหวของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย หากเซลล์สมองส่วนนี้ได้รับความเสียหาย ปริมาณโดปามีนที่ผลิตได้ก็จะลดน้อยลง จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถควบคุมอวัยวะส่วนต่าง ๆ ให้เคลื่อนไหวได้ตามปกติ

 

สาเหตุทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน

สาเหตุทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน ที่ทำให้โดพามีนลดลงนั้น ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และในปัจุบันยังไม่แน่ชัดว่า ปัจจัยใดที่เป็นปัจจัยเดียวที่กระตุ้นให้เกิดโรคพาร์กินสัน แต่มีการศึกษาและค้นพบว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับการเป็นโรคพาร์กินสัน ได้แก่ ผู้ป่วยบางรายมีประวัติสัมผัสยาฆ่าแมลง มีประวัติใช้สารเสพติดบางชนิด หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสัน ก็จะเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

 

อาการของโรคพาร์กินสัน

แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอาการหลัก ๆ ได้แก่

 

  1. อาการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว มี 4 อาการหลัก ๆ คือ
  • อาการมือสั่น โดยเป็นลักษณะมือสั่นในขณะพัก แต่ว่าเวลาขยับเคลื่อนไหวอาการมือสั่นจะหายไป
  • อาการฝืด หนืด เกร็งของกล้ามเนื้อ
  • การเคลื่อนไหวช้า
  • การทรงตัวและการเดินที่ผิดปกติ จะเป็นลักษณะที่เดินซอยเท้าถี่ ๆ ศีรษะจะพุ่งไปข้างหน้า

 

         นอกจากนั้นอาจจะมาด้วยอาการอื่น ๆ ได้อีก เช่น เขียนหนังสือตัวเล็กลง ใบหน้าแสดงสีหน้าออกได้น้อย ยิ้มน้อย ไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้า

 

  1. อาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน เช่น ท้องผูก จมูกดมไม่ค่อยได้กลิ่น หรือได้กลิ่นลดลงจากปกติ ตอนกลางคืนนอนมีการละเมอชกต่อยเตะถีบออกท่าทาง

 

การวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน

เกณฑ์การวินิจฉัยขั้นตอนแรกจะดูว่าผู้ป่วยมีอาการคล้ายคลึงกับอาการที่กล่าวมาข้างต้นหรือไม่ หลังจากนั้นซักถามประวัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุที่อาจจะมีอาการคล้ายคลึงกับโรคพาร์กินสัน เช่น มีประวัติได้รับยาต้านอาการทางจิตเวช ได้รับยาแก้อาเจียนคลื่นไส้เวียนศีรษะ มีประวัติเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตมาก่อน มีประวัติเป็นเนื้องอกสมอง หรือมีอาการโพรงสมองบวมน้ำ จากนั้นขั้นตอนสุดท้ายจะหาข้อสนับสนุนในการเป็นโรคพาร์กินสัน เช่น มีอาการข้างหนึ่งนำมาก่อนอีกข้างหนึ่ง และมีลักษณะอาการดำเนินโรคไปอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป

 

 การรักษาโรคพาร์กินสัน

ภาวะพาร์กินสันไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเซลล์เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย แต่มีวิธีการรักษาที่จะช่วยให้อาการที่เป็นอยู่ทุเลาลง เพื่อลดอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่ การรักษาด้วยยา การทำกายภาพบำบัด และการผ่าตัด

  • ใช้ยาในการรักษา โดยมีเป้าหมายคือ เพิ่มสารโดพามีนในร่างกาย โดยลักษณะรูปแบบในการใช้ยามีทั้งรูปแบบการรับประทาน และการใช้แผ่นแปะ เพื่อให้ผู้ป่วยสะดวกในการบริหารยามากขึ้น โดยเป้าหมายหลักจริง ๆ ในการใช้ยาคือ ต้องการให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับภาวะปกติก่อนที่กลายเป็นผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน
  • กายภาพบำบัด นักกายภาพบำบัดจะคอยดูแลและฝึกฝนให้ผู้ป่วยหัดใช้กล้ามเนื้อและทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้คล่องขึ้น เพื่อบรรเทาอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็งและอาการปวดบริเวณข้อต่อ ด้วยการฝึกเดิน ฝึกการเคลื่อนไหว และการออกกำลังกาย
  • การผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation: DBS) ในผู้ป่วยบางราย โดยจะผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้าลงไปในสมอง เพื่อกระตุ้นสมองส่วนที่ทำให้เกิดอาการพาร์กินสัน โดยกระบวนการทำงานจะเชื่อมต่อกับขั้วไฟฟ้าอีกตัวที่ถูกฝังอยู่ในหน้าอกบริเวณใกล้กับกระดูกไหปลาร้า ขั้วไฟฟ้าจะส่งคลื่นไฟฟ้าไปยังสมอง ช่วยลดอาการพาร์กินสันที่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถหยุดการพัฒนาโรคและการเสื่อมของสมองที่อาจเกิดขึ้นต่อไปได้

 

สำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน นอกเหนือจากการใช้ยาแล้ว ยังแนะนำส่งเสริมให้ผู้ป่วยออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ได้แก่ การรำมวยจีน การรำไทเก๊ก และการเต้นรำในจังหวะแทงโก้ แต่หากไม่สามารถทำได้แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ เช่น การเดินรอบสนาม การปั่นจักรยาน หรือออกกำลังกายอยู่ในบ้าน

 

ที่มา : คลังความรู้สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

บทความสุขภาพ
Copyright © 2020 Bcaremedicalcenter. All Rights Reserved.